การทำสวนในอำเภอสามพราน
เชียนโดย admin เมื่อ 31 December 2006 15:04
ภายหลังจากมีเขื่อนที่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว การควบคุมน้ำในแม่น้ำนครชัยศรีไม่เอื้อต่อการเกษตรมีผลทำให้มีการทำนาได้ตลอดทั้งปี และทำสวนได้โดยไม่ต้องกลัวน้ำเค็มหนุนขึ้นมาท่วมสวนผลไม้ในหน้าแล้ง
ชาวนาแถบสามพรานเริ่มเปลี่ยนแผนการผลิต จากเดิมที่เคยทำนา ทำสวนผสม และดำนาในร่องสวน ผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองมาโดยตลอด มาเป็นการผลิตเพื่อการค้าตามความต้องการของตลาดเนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอกับการทำสวนน้ำไม่ท่วมต่อไปอีก ประกอบกับได้รับอิทธิพลการทำสวนแบบยกร่องจากดำเนินสะดวก บ้านแผ้ว และเส้นทางคมนาคมทางถนน เข้าสู่ลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีดีขึ้นทำให้มีการนำพันธุ์ไม้แปลกๆ จากกรุงเทพมาเสมอ เช่น พุดทรา องุ่น เข้ามาในพื้นที่สามพรานโดยการบุกเบิกของชาวสวนกลุ่มหนึ่งเช่น นายมณี ขาวสำอาง
นายเพชร ขาวสำอาง นายกั้ว เลิศมณี และนายบุญ เลิศมณี เป็นต้น
เนื่องจากที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก แร่ธาตุที่ได้จากทะเล ในช่วงแรก ๆ พุดทราที่ปลูกที่นี่ได้ผลดีมีรสชาติอร่อยและขายได้ราคาดี ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกต่ออย่างรวดเร็ว มีการเปลี่ยนพื้นที่มา ยกร่องให้เป็นสวนกันมาก หลังจากนั้นไม่นานพันธุ์องุ่นก็เข้ามา ในปี ๒๕๑๒ - ๒๕๑๓ ชาวนาอำเภอสามพรานเลิกทำนาหันมาทำสวนเพราะรายได้ดีกว่าทำนาไม่ว่าตำบลบางกระทึก ไร่ขิง และคลองจินดา
-ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เกษตรอำเภอได้นำพันธ์องุ่นเข้ามาให้ชาวบ้านที่ประสบปัญหาการทำนาได้มีทางเลือกใหม่ " องในพันธุ์มิสแขตออฟอเล็กซานเดีย" และ " พันธุ์คาร์ดินัล" จำนวน ๓ กิ่ง ถูกนำมาให้เกษตรกรผู้หนึ่งที่จบปริญญาตรีทางด้านการเกษตรมาเป็นผู้ทดลอง ในตอนแรกขึ้นงอกงาม แต่ไม่มีลูก จึงลองผิดลองถูกอยู่ถึง ๓ ปี ต่อมาจึงพยายามตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอกและใช้ยาฆ่าแมลงซึ่งทำจากสมุนไพร จนกระทั่งองุ่นออกผล จึงตัดไปอวดที่อำเภอด้วยความภูมิใจ หลังนั้นชาวบ้านพากันตื่นเต้นที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าที่สามพรานจะสามารถปลุกองุ่นได้ ครั้งแรกองุ่นขายได้ กิโลกรัมละ ๖๐๐ บาท จากนั้นจึงตอนกิ่งขาย ขายได้กิ่งละ ๑๐ - ๒๖บาท ซึ่งมีผู้สนใจซื้อไปทำพันธุ์กันมากมายทำรายได้ให้แก่ผู้บุกเบิกอย่างคุ้มเหนื่อย
ผู้บุกเบิกองุ่นมีอยู่ ๖ - ๗ คนมีความอยากรู้อยากเห็นตื่นตัวและอยากรวยด้วย ดั้งนั้นเมื่อมีการประกวดผลไม้กันที่ไหน คนกลุ่มนี้จะไปร่วมงานด้วยเสมอ พวกนี้ชอบทดลองพันธ์ใหม่ เมื่อปลูกแล้วขายได้ราคาดี
ก็ขายกิ่งพันธุ์ เมื่อพันธุ์ขยายไปมากราคาจะตกก็หันไปนำพืชตัวใหม่เข้ามา ในสมัยนั้นองุ่นกิโลกรัมละ ๖๐๐ บาท ข้าวเกวียนละ ๔๐๐ บาทขนาดที่ทองคำบาทละ ๔๐๐ บาทเช่นกัน พันธุ์องุ่นได้มากจากฝรั่งเศส การทดลองและพัฒนาจนสามารถปลูกในเมืองไทยได้ นับว่าเป็นสุดยอดของการทำสวนผลไม้ในขณะที่เกษตรกรทั่วไป เริ่มนิยมปลูกองุ่นกันมากขึ้นทั้งสามพรานและดำเนินสะดวก ตัวแทนบริษัทยาฆ่าแมลงและปุ๋ยก็เข้ามาศึกษาวิจัยคลุกคลีอยู่กับเกษตรกรไทยในที่สุดก็ผลิตยาและปุ๋ยมาจำหน่ายซึ่งได้ผลดีแก่การปลูก บำรุงรักษา เห็นผลทันตาทันใจ และชาวสวนสามพรานก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการปลูกองุ่นแห่งประเทศไทย จนชาวต่างประเทศต้องมาดูงาน เพราะเกษตรกรไทยสามารถทำให้องุ่นออกผลได้ปีละ ๓ หน ในขณะที่ฝรั่งเศสออกผลปีละครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อพื้นการปลูกองุ่นขยายออกไปถึงดำเนินสะดวก นานเข้าราคาองุ่นก็เริ่มถูกลงจากกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทลดลงเหลือ ๕๐ - ๖๐ บาท ในขณะที่หมูเนื้อแดงขณะนั้นกิโลกรัมละ ๑๐ กว่าบาท พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ราคาองุ่นลดเหลือกิโลกรัมละ ๒ บาท ชาวสวนสามพรานจึงเลิกปลูกองุ่นหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน
ส้มโอ เป็นผลไม้ดั้งเดิมของสามพรานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ส้มโอที่อ้อมใหญ่มีรสหวานอร่อยที่สุด ส้มโอที่มีชื่อเสียงนั้นคือ "ขาวแป้น" เป็นพันธุ์พื้นเมือง อีกพันธุ์หนึ่งคือ "ขาวพวง" ลักษณะมีหัวจุก สมัยก่อนส่งไปขายเมืองจีนนิยมใช้ไหว้เจ้า "ทองดี" ส้มโอผิวละเอียดลูกกลมแป้นคล้ายขาวแป้น แต่เนื้อในสีชมพู เนื้อฉ่ำหวานหอม ทั้ง ๓ ชื่อนี้เป็นส้มโอพื้นเมืองของสามพรานและนครชัยศรี
เข้าใจว่าในอดีตคนสามพรานนำพันธุ์ขาวพวงมาจากนนทบุรี เมื่อขาวทองดีมีรสชาติหวานจัด สีสวยเมื่อเปรียบเทียบกัน ขาวพวงก็กลายเป็นส้มเปรี้ยวไป สมัยหลัง ๆ มีขาวน้ำผึ้งมาเป็นคู่แข่งทำให้ส้มดังเดิมหมดความนิยมลงไปบ้าง
ปัจจุบันส้มโอสามพานเมื่อเหลือน้อยลง เพราะ ๕ - ๖ ปีมานี้ชาวสวนใช้เทคโนโลยีทางปุ๋ยและยาเร่งทำให้ส้มโอออกผลมากกว่าปีละ ๒ ครั้ง และมีส้มทะวายออกทั้งปี ทำให้ต้นทรุดโทรมเร็ว ถ้าจะให้อายุยืนต้องบำรุงรักษาสิ้นทุนทรัพย์มาก บางส่วนมีลูกรายางไหลที่ลำต้น ไม่สามารถรักษาได้ เกษตรกรหมดกำลังใจก็หันไปปลูกฝรั่งแทน แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้วิธีรักษาต้นแบบโบราณ อายุส้มโอก็ยังสามารถให้ผลได้อีกนาน
ฝรั่งเวียดนาม ถูกนำเข้ามาปลูกที่สามพรานเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ - ๒๕๒๓ จากเวียดนาม ลูกใหญ่กว่าฝรั่งพื้นบ้านเดิมถึง ๒ - ๓ เท่า ราคากิ่งพันธุ์แรก ๆ กิ่งละ ๕๐๐ บาท ฝรั่งเวียดนามทำชาวสวนสามพรานร่ำรวยหลายรายช่วงนั้นยังไม่ปัญหาเรื่องโรค และแมลงวันทองเจาะลูกฝรั่งแรก ๆ รสชาติยังไม่ดีนัก ต่อมามีผู้นำพันธุ์บางกอกแอปเปิ้ลกับพันธุ์สาลี่ผสมกันส่งเข้าประกวดชนะเลิศในงานเกษตรแฟร์ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๓๗ ถึง ๓ ปีซ้อน และได้มีการจดลิขสิทธิ์ไว้แล้ว ทำให้มีผู้นำไปขยายพันธุ์ปลูกกันแพร่หลายออกไป
มะพร้าวน้ำหอม เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงของสามพราน สมัยก่อนมะพร้าวอ่อนมีน้ำหวานและกลิ่นหอมมาก ๆ คนทั่วไปนิยมซื้อไปกินและทำพันธุ์มาภายหลังกลิ่นหอมจางไปอาจเป็นเพราะมะพร้าวกลายพันธุ์ได้ง่ายเนื่องจากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดนั่นเอง มะพร้าวให้ผลผลิตทั้งปีไม่ต้องใช้ยา บำรุงรักษาง่าย ใช้เงินลงทุนมากแต่ค่าจ้างคนเก็บมะพร้าวแพง ถึงต้นละ ๑๐ - ๑๒ บาท และแรงงานหายาก ศัตรูมะพร้าวคือด้วงกินยอดมะพร้าว เกษตรกรใช้ทราย ๑ กระป๋องโรยรอบคอต้นมะพร้าว เมื่อด้วงกินยอดมะพร้าวทรายจะตกไปที่คอของด้วงทำให้ตัวด้วงตายด้วยทรายเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ชาวสวนยังได้นำผลไม้อื่น ๆ ที่ตลาดต้องการมาพัฒนาพันธุ์ให้เกิดขึ้นใหม่เป็นของสามพรานอีกหลายอย่างเช่น ชมพู่เพชร เมื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ต้นเตี้ยสะดวกแก่การเก็บก็ตั้งชื่อว่า เพชรสามพราน
เพชรจินดา เพชรสายรุ้ง เป็นต้น ด้วยความสามารถของชาวสวนมืออาชีพ จนในที่สุดเจ้าของพันธุ์ดั้งเดิมจากเมืองเพชรต้องกลับมาซื้อจากชาวสามาพรานไปปลูก
สมัยก่อน สามพรานมีมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองอยู่หลายชนิด เช่น มะม่วงตับเป็ด อกร่อง มันเขียวไข่กา น้ำตาลจีน แก้มแดง หนังกลางวัน ตลับนาก พิมเสน กะล่อน ทุเรียน มะม่วงเหล่านี้ชาวสวนมีปลุกกันแทบทุกสวน พันธุ์ที่อยู่ในความนิยมที่ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันคือ มะม่วงอกร่อง เป็นมะม่วงที่รสหวานแหลมเหมาะแก่การรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงมากที่สุด รองลงมาคือ มะม่วงหนังกลางวัน มะม่วงพันธุ์นี้เมื่อสุกแล้วมีรสหวานพอดี ๆ กลิ่นหอม ลูกยาว เมื่อเนื้อมาก ใช้รับประทานกับข้าวเหนียวมะม่วงได้เหมือนกัน แต่สู้มะม่วงอกร่องไม่ได้ มะม่วงที่ใช้รับประทานตอนดิบและห่าม ๆ คือ มะม่วงเขียวไข่กา ลูกแก่จัดมีรสหวานมัน ถ้าสุกกับต้นจะมีสีเหลืองที่ก้น ชาวบ้านเรียกว่า ปากตระกร้อ จะมีรสหวานมันอร่อยมากปัจจุบันหายากแล้วกำลังจะสูญพันธุ์
ต่อมาในระยะที่เกษตรกรนิยมพัฒนาพันธุ์พืชผักผลไม้กันได้มีการคิดค้นปรับปรุงพันธุ์มะม่วงให้มีคุณภาพดีขึ้น จนมีมะม่วงพันธุ์ใหม่ขึ้นมามีลูกยาวผิวขาวเข้ม แก่จัดมีรสหวานมันกรอบสุกแล้วเนื้อเหลืองหวานมัน คาดว่าใช้พันธุ์ของมะม่วงเขียวไข่กาผสมกับมะม่วงหนังกลางวัน เพราะคุณสมบัติคล้ายมะม่วงทั้ง ๒ พันธุ์ดังกล่าวมากได้มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชวัง ภายหลังจึงเรียกกันว่า "มะม่วงเขียวเสวย" มะม่วงเขียวเสวยถือว่ากำเนิดที่สามพราน ปัจจุบันยังมีผู้นิยมปลูกและเป็นผลไม้ติดตลาดอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนการพัฒนามะม่วงพันธุ์อื่น ๆ ก็มีอยู่ตลอดเวลา เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงฟ้าลั่น ขางแตงกวา นอกจากนี้ยังมีการผสมพันธุ์กับมะม่วงต่างประเทศด้วย
การขยายพันธุ์ของผลไม้เกือบทุกชนิดสมัยก่อนใช้เพาะเมล็ด วิธีนี้จะมีการกลายพันธุ์สูง ปัจจุบันใช้วิธีเสียบยอด ทาบกิ่ง เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ลำต้นเตี้ยเหมาะแก่การปลูกเป็นอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ๆ ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่ ๑๐๐ - ๑๐๐๐ ต้น ซึ่งต่างกับเมื่อก่อน ชาวสวนมักปลูกมะม่วงไว้กินเล่นตามริมสวนริมทางเดิน ส่วนร่องสวนไว้ปลูกผักพืชล้มลุก แต่ปัจจุบันผลไม้เหล่านี้ปลูกในร่องสวนทั้งหมด ไม่ว่าส้ม ชมพู่ มะม่วง องุ่น พุดทรา ฝรั่ง และมะพร้าวอ่อน
สมัยก่อนชาวสวนสามพรานนิยมปลูกหมากและพลูไว้ขายให้กับคนกินหมาก เพราะไม่ว่าหญิงหรือชายสมัยก่อนนิยมอมหมากไว้ในปาก เคี้ยวให้มีน้ำหมากแล้วบ้วนออก เรียกว่าบ้วนน้ำหมาก น้ำหมากมีสีแดงคล้ำบ้วนลงพื้นแล้วดูเลอะเทอะห้องรับแขกต้องมีกระโทนสำหรับบ้วนน้ำหมาก เพราะหมากพลูเป็นเครื่องต้อนรับแขกและเพื่อนฝูงที่มาเยือนเช่นเดียวกับปัจจุบันต้องมีน้ำหวาน น้ำอัดลมไว้ในตู้เย็นไว้ต้อนรับแขก
ต่อมาในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม คิดพัฒนาความเป็นไทยให้ทันสมัยได้กำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของคนไทยสู่ความทันสมัยหลายอย่าง คงจะเห็นว่าการกินหมากของคนไทยเพื่อรักษาฟันให้คงทนตามอย่างแขกอินเดียนั้นเป็นเรื่องล้าสมัยไม่ทัดเทียมกับพวกฝรั่งจึงออกกฎหมายให้เลิกกินหมาก สั่งให้ตัดต้นหมากทิ้งไม่ให้ปลูกหมากอีกต่อไป ต่อเมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไปตามแนวสมัยใหม่ขึ้น การนิยมกินหมากสำหรับคนรุ่นใหม่จึงไม่เกิดขึ้น วัฒนธรรมการกินหมากก็ค่อย ๆ หมดไปแต่ในอินเดีย ปากีสถาน ปัจจุบันยังมีผู้นิยมกินหมากอยู่ดังนั้นชาวสวนในอำเภอสามพรานปัจจุบันยังมีหมากและพลูพืชดั่งเดิมประจำถิ่นอยู่หลายแห่งโดยเฉพาะสวนที่มีอายุเก่าแก่ยังบำรุงรักษาเพื่อเป็นสินค้าส่งออกอยู่บ้างพอสมควร
สถานภาพของชาวสวนปัจจุบัน จากการพัฒนากระบวนการทำสวนแบบดั่งเดิมไปสู่สวนสมัยใหม่ เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมจากค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ พอเลี้ยงชีพ มาเป็นการทำเกษตรกรรมเพื่อ
เศรษฐกิจนั้น ต้องมีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่า เงินทุน ที่ดิน ปุ๋ย ยา และเครื่องทุ่นแรง เวลาและความรู้ นานวันเข้าสภาพแวดล้อมที่เคยเป็นธรรมชาติถูกทำลาย ถูกเร่งถูกเปลี่ยนแปลงไปสู่ความหายนะ และในที่สุดสวนในสามพรานก็อาจจะไม่มีเหลืออีกต่อไปทั้งนี้เห็นได้จากสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น
การตกค้างของยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลงที่ไหลลงสู่ดินและน้ำเป็นเหตุให้กุ้ง ปลาที่เคยชุกชุมสูญพันธุ์ไปแล้วดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรีย์วัตถุจากธรรมชาติเช่น ใบทองหลาง ที่ร่วงลงท้องล่องแล้วโกยดินมาไว้บนท้องร่องเป็นปุ๋ยธรรมชาติของพืชหมดไปเพราะในร่องมีต้นไม้ผลชนิดเดียว รากและใบไม่มีไนโตรเจนให้แก่พืชจึงทำให้ดินหมดปุ๋ยลงทุกวัน
ชาวสวนลงทุนด้วยการกู้เงินมาแล้วจำเป็นต้องเร่งผลผลิตให้ออกผลมาปีนึงมากกว่าหนึ่งครั้ง จำเป็นต้องเร่งด้วยปุ๋ยเคมี ดินย่อมจะมีอินทรีย์วัตถุเพิ่มเติมลงไปดินก็แข็งและเป็นกรด คุณภาพของดินค่อย ๆ เสื่อมลง ๑๐ ปี ผ่านไป ปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้ผลดี ก็ต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นสลับ พื้นดินก็หมดความสมดุลลงไปทีละน้อย ในที่สุดก็ต้องทิ้งร้างไป
น้ำในแม่น้ำลำคลองเสีย เพราะโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ข้างเคียงปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลอง ชาวบ้านใช้อาบกินไม่ได้ เมื่อนำโปรดให้พืชความเจริญเติบโตก็หยุดชะงักลง และตายลง
ราคาผลผลิตอาจต่ำเพราะแข่งกันปลูก แข่งกันขาย กำหนดราคาเองไม่ได้ หาตลาดส่งต่างประเทศไม่ได้ ทำให้ลงทุนแล้วขาดทุน บางรายเลิกกิจการไป
เจ้าของพื้นที่การปกครอง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลและจังหวัด เป็นนักการเมืองสมัครเล่น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมารับผิดชอบบ้านเมืองขาดความรู้และวิสัยทัศน์ จึงเพลี่ยงพล้ำในการบริหาร แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่มีแผนในอนาคตที่ชัดเจน
การอนุญาตให้ใช้ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมถือว่าเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะกับการเกษรไทยให้หมดไป
มาถึงวันเราก็รู้ว่าสิ่งที่เราได้มานี้ไม่คุ้มเลยคือเงินได้มากก็แค่นั้นเองแต่โดยธรรมชาติเสียหมดทั้งพืชทั้งสัตว์หมดสูญพันธุ์ไปตั้งสี่ชนิดผีเสื้อไม่มี ตั๊กแตนไม่มี แมงแกลบสารพัดที่มีในธรรมชาติหมด กระทั้งไส้เดือนที่ทำให้ดินโปร่งขึ้นมาก็หมดเลย คางคกหมด แล้วในที่สุดเหลืออะไรในตอนนี้ถึงจะใช้เคมีต่อไปก็ไม่ไหว ก็เลยต้องกลับมานับหนึ่งใหม่
การใช้สารเคมีของชาวสวนเป็นไปอย่างไม่ระมัดระวังฉีดกันจนตัวเปียก เกษตรกรหลายรายเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุเพราะยาแลนเนตซึ่งเป็นยาที่อันตราย แพง และแรงมาก ฉีดยังไม่ทันครบกำหนดก็ตัดส่งตลาดแล้วบางทีฉีดยาเช้าเก็บเย็น ทุกสวนต้องใช้ยาฆ่าแมลงทั้งหมด ถ้าไม่ใช้แมลงจะมารุมกินส่วนที่ไม่ได้ใช้ยา ถ้ามัวใช้สมุนไพรอยู่ไม่ทัน ผลจากการใช้สารเคมีกันมากในหมู่ชาวสวน ทำใช้ชาวสวนเริ่มเป็นญาติกับโรงพยาบาลและโรคมะเร็ง ( ประสบ ชั้นอินงาม สัมภาษณ์ ) ในตำบลคลองจินดามีสถิติการป่วยด้วยโรคมะเร็งสูงมาก มีชาวบ้านรายหนึ่งปลูกมะม่วงมีรายได้จากการทำมะม่วงเป็นหลายแสน ต่อมาหมดตัวเมื่อเป็นมะเร็ง ค่ารักษาตัวปีเดียวเงินที่เก็บได้เกือบล้านก็หมด
ข้าวปิ่นแก้ว ของนครปฐมเคยชนะเลิศการประกวด แต่พอนักวิชาการไทยไปเรียนเมืองนอกกับมาได้แนะนำให้ปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ อ้างว่าพันธุ์เดิมเมล็ดเล็กไม่เหมาะกับการส่งออก จึงได้ทำการผสมพันธุ์ใหม่ ผลจากการใช้พันธุ์ใหม่ทำให้ต้นข้าวอ่อนแอต้องใช้ปุ๋ยเคมีและต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งทุกอย่างต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้นและก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก่อนใช้ "ตัวห้ำ" กำจัดศัตรูข้าว มาในระยะหลังมีการใช้ยาฆ่าแมลง ทำให้แมลงหวี่ และแมลงปอสูญพันธุ์ไปหมด งูก็หมดเพราะคนจับงูไปขาย หนูก็เลยระบาด
"ที่ผ่านมาพวกเราเดินทางผิด ดูถูกภูมิปัญญาตัวเอง เมื่อก่อนทำนาแบบเก่าก็บอกว่าล้าหลังทำนาแบบใหม่ดีกว่าขายข้าวได้เกวียนละ ๒๕๐๐-๓๐๐๐ บาท ยังมีเงินเหลือ เดี๋ยวนี้ขายข้าวเกวียนละ ๔๐๐๐ บาท ทองคำบาทละ ๔๐๐๐ บาท และยิ่งหลงทางกว่านั้นอีก พอโทรศัพท์มือถือทะลักเข้ามาเครื่องละ ๒๐๐๐ - ๓๐๐๐ บาท ชาวบ้านก็ซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้ขายข้าวหลายเกวียน กว่าจะซื้อโทรศัพท์มือถือได้แต่ละเครื่อง แล้วสังคมจะไม่ล่มสลายได้อย่างไร"
ที่ดินสำหรับทำสวนเดี๋ยวเล็กลง เพราะถูกแบ่งแยกออกไปเป็นมรดกตกทอดสำหรับลูกหลาน ยิ่งลูกหลานเข้าโรงเรียน เรียนหนังสือสำเร็จออกมาแล้วไปทำงานโรงงานไปรับราชการที่อื่น ที่สวนก็กลายเป็นที่ปลูกบ้านพักอาศัยเท่านั้น สวนดั่งเดิมก็ค่อย ๆ หมดไป อีกไม่กี่ปีอาชีพชาวสวนผลไม้สามพรานคงเหลือแต่ชื่อ